Banner
เกษตร New

ประวัติของแทรกเตอร์

แทรกเตอร์ที่ผลิตขึ้นมาใช้ในงานเกษตรกรรมในระยะแรกนั้นเป็นแทรกเตอร์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำและใช้ ล้อเหล็กซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ขีดความสามารถในการใช้งานจำกัดเฉพาะการฉุดลากเท่านั้น ลักษณะ การใช้งานจึงเหมือนการใช้แรงสัตว์ต่างกันตรงที่แทรกเตอร์ให้กำลังงานมากกว่า แทรกเตอร์ลักษณะดังกล่าว ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 สืบเนื่องกันนานถึง 50 ปี ในปี ค.ศ.1856 คาดว่า แทรกเตอร์ จึงได้ถูกใช้ใน ประเทศอังกฤษ โดยมีความหมายว่า เครื่องลากจูง (Traction engine) ต่อมาในปี ค.ศ.1890 คำว่าแทรกเตอร์ ก็ได้ถูกจดลิขสิทธิ์ของเครื่องยนต์ลากจูงด้วยไอน้ำที่ใช้ตีนตะขาบในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากรถแทรกเตอร์ที่ใช้ เครื่องจักรไอน้ำมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากจึงมีผู้พยายามนำเอาเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนมาติดตั้งกับแทรกเตอร์ ความพยายามนี้ประสบผลสำเร็จในปี ค.ศ.1890 เมื่อได้ประดิษฐ์แทรกเตอร์ที่ใช้กับเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนสำเร็จ โดยที่มีขนาดและน้ำหนักลดลงแต่ให้กำลังม้าพอ ๆ กับแทรกเตอร์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ ในปี ค.ศ.1892 John Froelich ได้ติดตั้งเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนจำนวนสูบเพียง 1 สูบ ขนาดกำลังงาน 15 กิโลวัตต์บนโครงของ เครื่องยนต์ลากจูงไอน้ำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแทรกเตอร์คันแรกที่ติดตั้งเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (internal combustion) อีกทั้งยังมีความสามารถ ดังนี้

  1. สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง
  2. สามารถฉุดลากเครื่องพ่วงท้ายได้
  3. สามารถให้กำลังขับด้วยสายพาน
  4. มีระบบการตัดต่อการส่งกำลังด้วยคลัตช์
  5. มีเกียร์ถอยหลัง
  6. สามารถบังคับเลี้ยวได้โดยผู้ควบคุมเอง

รูปที่ 38  แทรกเตอร์คันแรกที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน

อย่างไรก็ตาม แทรกเตอร์ดังกล่าวก็ยังคงมีข้อเสียเนื่องจากอายุการท างานค่อนข้างสั้น ในขณะเดียวกัน แทรกเตอร์ที่ใช้เครื่องลากจูงไอน้ำก็ยังคงมีมีข้อเสียเช่นกัน คือมีขนาดใหญ่เกินไป การเคลื่อนที่เป็นไปอย่าง เชื่องช้า อุ้ยอ้าย ล้อขับเคลื่อนหุ้มด้วยไม้ที่มีความยาวถึง 4.50 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อถึง 2.70 เมตร ต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานถึง 8 คน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการระเบิดและการไหม้ของหม้อไอน้ำอีกด้วย

รูปที่ 39  แทรกเตอร์ใช้เครื่องยนต์ลากจูงไอนา การพัฒนาการในการออกแบบแทรกเตอร์

ในปี ค.ศ.1859 แทรกเตอร์ติดตั้งด้วยเครื่องจักรไอน้ำพ่วงท้ายด้วยเครื่องมือในการไถเตรียมดิน จำนวน  8 ผาน  สามารถทำการไถด้วยความเร็ว  4.8  กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี ค.ศ.1873 เครื่องจักรไอน้ำพาร์ วินส์ได้ถูกติดตั้งบนแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบ คาดว่าเครื่องจักรไอน้ำพาร์วินส์เป็นเครื่องจักรไอน้ำเครื่องแรกของ ประเทศสหรัฐอเมริกา

     ตารางที่ 1 ประวัติวิวัฒนาการของรถแทรกเตอร์

ในปี ค.ศ.1876

มีการจดลิขสิทธิ์เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยนายออตโต

ในปี ค.ศ.1889

มีการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในบนแทรกเตอร์ แต่ยังคงมีขนาดใหญ่ การ เคลื่อนที่เชื่องช้าและอุ้ยอ้าย  ส่วนมากจะเป็นการใช้แทรกเตอร์เพื่อการเตรียมดิน และการนวดเป็นส่วนใหญ่

ในปี ค.ศ.1904

มีการพัฒนาล้อตีนตะขาบ เพื่อแก้ปัญหาในการเคลื่อนที่และการฉุดลาก

ในปี ค.ศ.1908

ได้มีการสร้างแทรกเตอร์ส าหรับการทดสอบชื่อว่าวินนิเพค (Winnipeg)  เพื่อท า การเปรียบเทียบการทำงาน ระหว่างแทรกเตอร์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำกับ แทรกเตอร์ที่ใช้เครื่องยนต์ก๊าซ

ในปี ค.ศ.1911

มีการสาธิตแทรกเตอร์ครั้งแรกที่เมืองโอมาฮา         มลรัฐเนบราสกาเพื่อแสดง ความก้าวหน้าในการออกแบบแทรกเตอร์

ในปี ค.ศ.1915-1919

ได้มีผู้นำเอาเพลาอำนวยกำลัง  (P.T.O. shaft)  มาติดตั้งกับแทรกเตอร์ได้ สำเร็จ  ทำให้สมรรถนะของแทรกเตอร์สูงขึ้น การใช้งานของแทรกเตอร์จึงไม่ถูก จำกัดเฉพาะการฉุดลากเพียงเท่านั้น

ในปี ค.ศ.1919

ที่มลรัฐเนบราสกาได้ออกกฎหมายการทดสอบแทรกเตอร์ โดยมีข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับสมรรถนะของแทรกเตอร์  ความเร็ว  จำนวนอะไหล่ และการซ่อม นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดต่าง ๆ เกี่ยวกับข้อบกพร่องของแทรกเตอร์ด้วย  ซึ่งการ ทดสอบนี้ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก เป็นผลให้แทรกเตอร์ที่ผลิต ออกมาภายหลังมีมาตรฐานดีขึ้น

ในปี ค.ศ.1920-1924

มีการพัฒนาแทรกเตอร์อเนกประสงค์จนประสพความสำเร็จเป็นอย่างดี

ในปี ค.ศ.1925-1929

มีการปรับปรุงเพลาอำนวยกำลังให้มีสมรรถนะในการท างานที่ดีขึ้น  และได้มีการ กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับขนาดความเร็วและทิศทางการหมุนของเพลาอำนวย กำลังเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการใช้และขนาดกำลังของแทรกเตอร์ มาตรฐาน ของเพลาอำนวยกำลังนี้ถูกกำหนดโดยสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (ASAE) มีการกำหนดกำลังทางกล (mechanical power) ของแทรกเตอร์สำหรับ การยกอุปกรณ์ต่าง ๆ

ในปี ค.ศ.1930-1937

ได้มีผู้นำเครื่องยนต์ดีเซลมาติดตั้งกับแทรกเตอร์ได้เปลี่ยนจากการใช้ล้อเหล็ก
(steel  wheel)  มาเป็นล้อยางแบบเติมลม (pneumatic  tires) ทำให้แทรกเตอร์ มีความเร็วและความคล่องตัวมากขึ้น มีการนำเอาเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาติดตั้งเข้า กับแทรกเตอร์ขนาดใหญ่   มีการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าของแทรกเตอร์ให้ดีขึ้น  มี การปรับปรุงให้เครื่องยนต์มีกำลังอัดสูงขึ้น  มีการจำหน่ายแทรกเตอร์ที่ใช้

เครื่องยนต์ก๊าซโซลีนทั้งนี้เนื่องจากการออกแบบทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพ ในการท างานสูง

ในปี ค.ศ.1937-1941

 ตำแหน่งของการติดตั้งเครื่องพ่วงท้ายและมาตรฐานของเพลาอำนวยกำลังของ แทรกเตอร์ถูกกำหนดโดยสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา มีการน า วิธีการควบคุมเครื่องทุ่นแรงโดยอัตโนมัติด้วยระบบไฮดรอลิกโดยมีการติดตั้ง เครื่องทุ่นแรงเข้ากับแทรกเตอร์แบบ 3 จุด (Three Point Hitch) มาใช้กับ แทรกเตอร์  มีการเพิ่มแรงฉุดลากของแทรกเตอร์โดยการเติมของเหลวเข้าไปใน ล้อยาง

ในปี ค.ศ.1941-1949

มีการพัฒนาเพลาอำนวยกำลังแบบคลัตช์ร่วมมาใช้กับแทรกเตอร์  มีการปรับปรุง ระบบไฮดรอลิกส าหรับการควบคุมเครื่องพ่วงท้ายให้ทำงานได้ดีขึ้น  แทรกเตอร์ใช้ ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงเริ่มถูกนำมาใช้

ในปี ค.ศ.1950-1960

ได้มีการพัฒนาในด้านกำลังงานของแทรกเตอร์ขึ้นอย่างรวดเร็ว คือในปี ค.ศ.1950 ประมาณ 90.8 เปอร์เซ็นต์ของแทรกเตอร์ดังกล่าวเป็นแทรกเตอร์ที่มีขนาดกำลัง งานต่ำ กว่า 26 กิโลวัตต์

ในปี ค.ศ.1960

 แทรกเตอร์ที่มีขนาดกำลังงานต่ำกว่า 26 กิโลวัตต์ มีจำนวนลดลงเหลือเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบกำลัง (power steering)  เริ่มมีการใช้ ระบบการทดกำลังแบบสูง-ตา ่ (high-low) กับระบบการส่งกำลังแบบชนิด
ธรรมดาสามารถทำการเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องใช้คลัตช์ช่วย

ในปี ค.ศ.1961

ระบบไฮดรอลิกแบบวงจรปิดได้ถูกนำมาใช้กับแทรกเตอร์โดยสามารถใช้             ปั๊มไฮดรอลิกเพียงตัวเดียวส่งน้ำมันไปยังทั้งระบบของไฮดรอลิกของแทรกเตอร์

ในปี ค.ศ.1967

ระบบการส่งกำลังแบบไฮดรอสแตติกถูกนำมาใช้ ทำให้ขั้นตอนการปรับความเร็ว รถเดินหน้าของแทรกเตอร์ลดลง ในขณะที่เครื่องยนต์ยังคงทำงานต่อเนื่องกันที่ ความเร็วคงที่ หลังจากนั้นเป็นต้นมาแทรกเตอร์ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วทุก รูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกำลังงาน ระบบเพลาอำนวยกำลัง ระบบการ บังคับเลี้ยวแบบกำลังระบบการเชื่อมต่อ 3 จุด และระบบไฮดรอลิก เป็นต้นซึ่งทำ ให้แทรกเตอร์ในปัจจุบันมีสมรรถนะสูงสุดดังที่เป็นอยู่

Copy มาจาก : http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5320502389/page7.html (นายวิชา คิ้มแหน)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Banner